Category Archives: ข่าวเด่น พม.

พม. เปิดรับลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

พม. เปิดรับลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 31 พ.ค. 62 เป็นต้นไป

 วันนี้ (8 พ.ค.62 ) 14.00 น. นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานการแถลงข่าว “โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” ภายหลังจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2562 มีมติให้สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0 – 6 ปี จากฐานรายได้เดิม 36,000 บาท ขยายเป็นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจะเปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป โดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เข้าร่วมแถลงข่าว ณ บริเวณโถง ชั้น 1 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ
นายปรเมธี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีพัฒนาการที่สมวัยของเด็กแรกเกิด จึงได้สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม ด้วยการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจนหรือเสี่ยงต่อความยากจน เพื่อเป็นมาตรการให้บิดา มารดา นำเด็กเข้าสู่ระบบบริการของรัฐ และได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมสร้างศักยภาพคนของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) และแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติฉบับที่1 (พ.ศ. 2555 – 2559) และฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 – 2564) ที่ได้กำหนดไว้รวมทั้งเป็นหลักประกันให้เด็กได้รับสิทธิด้านการอยู่รอดและการพัฒนาตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม มุ่งให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสอดรับกับทิศทางกระแสโลกเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่มีนัยสำคัญถึง “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” (Leave No One Behind) เน้นว่ารัฐต้องประกันสิทธิแก่เด็กแต่ละคนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กทุกคนให้เสมอภาค
 นายปรเมธี กล่าวต่อไปว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ได้กำหนดแผนการดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ดังนี้ ระยะที่ 1 ให้กับเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 –30 กันยายน 2559 รายละ 400 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ระยะที่ 2 พ.ศ. 2560 –2561 เพิ่มวงเงินจาก 400 บาท เป็น 600 บาทต่อคน และขยายระยะเวลาเพิ่มจาก 1 ปี เป็น 3 ปี ระยะที่ 3 พ.ศ. 2562 สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0 – 6 ปี และจากฐานรายได้เดิม 36,000 บาท ขยายเป็นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคนต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2562 นั้น มีเด็กได้รับสิทธิแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1. เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561 และเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิรายเดิมจะได้รับเงินต่อเนื่องจนอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ 2. เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561 ที่มีคุณสมบัติครบ แต่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อนให้ไปลงทะเบียนที่ท้องถิ่น 3. เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562 กรณีมาลงทะเบียนในปีงบประมาณ 2562 จะได้รับสิทธินับจากวันที่เด็กเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ แต่หากลงทะเบียนหลังจากวันที่ 30 กันยายน 2562 ไปแล้ว จะได้รับเงินนับจากวันที่ลงทะเบียนเป็นต้นไป จนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
  นายปรเมธี กล่าวต่ออีกว่า กระทรวง พม. โดย ดย. ได้ดำเนินการปรับปรุงระเบียบกรมกิจการเด็กและเยาวชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ให้สอดรับกับมติคณะรัฐมนตรีฯ พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดให้รองรับกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ซึ่งปัจจุบันมีผู้มีสิทธิจำนวน 600,000 คน และคาดว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2562จะมีเด็กได้รับสิทธิประมาณ 1,500,000 คน รวมทั้ง พัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำเข้าข้อมูลแบบสมบูรณ์เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ยื่นคำร้องของรับเงินอุดหนุน การตรวจสอบสถานะของผู้มีสิทธิของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ในฐานะเจ้าของข้อมูล เพื่อติดตามความก้าวหน้าของกลุ่มเป้าหมาย และพัฒนาให้ผู้ยื่นคำร้องขอรับสิทธิสามารถตรวจสอบสิทธิได้ด้วยตนเอง
     “กระทรวง พม. จะเปิดให้ผู้มีสิทธิได้ยื่นคำร้องขอรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2562 โดยผู้มีสิทธิที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถลงทะเบียนยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร และผู้ที่อาศัยอยู่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นคำร้องได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เด็กอาศัยอยู่ ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โทร 0 2255 5850-7 ต่อ 121,122,123 ,147 และ 0 2651 6534 โทรสาร 0 2253 9119 หรือติดตามที่ Facebook โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” นายปรเมธี กล่าวในตอนท้าย

3 ต.ค.นี้ พม. จัดงานครบรอบ 17 ปี พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณผลงานด้านการพัฒนาสังคมเป็นเลิศ

 

3 ต.ค.นี้ พม. จัดงานครบรอบ 17 ปี พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณผลงานด้านการพัฒนาสังคมเป็นเลิศ

วันที่ (1 ต.ค. 62) เวลา 13.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหน่วยงานหลักของรัฐบาลดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐสำหรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ภายใต้ พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545 เป็นต้นมา ทั้งนี้ จึงได้กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา กระทรวง พม. ครบรอบ 17 ปี และงานประกาศเกียรติคุณผลงานด้านการพัฒนาสังคมเป็นเลิศ ในวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 07.30 – 14.00 น. ณ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ
       นายปรเมธี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงานในปีนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย 1) เวลา 07.30 น. พิธีสงฆ์และพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และ 2) เวลา 9.00 น. การจัดงานประกาศเกียรติคุณผลงานด้านการพัฒนาสังคมเป็นเลิศ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวง พม. ครบรอบ 17 ปี โดยมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณผลงานด้านการพัฒนาสังคมเป็นเลิศ จำนวน 69 รางวัล โล่ประกาศเกียรติคุณและใบประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรที่ได้รับการคัดเลือกเป็น “1 คนดีมีจริยธรรม 1 หน่วยงาน พม.” จำนวน 27 ราย และโล่พร้อมเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300 จำนวน 4 รางวัล รวมทั้งสิ้น 100 รางวัล นอกจากนี้ ยังมีการประมูลทรัพย์หลุดจำนำจากสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานต่างๆ และการแสดงความสามารถของกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังมีภาคเอกชน อาทิ บริษัทเซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย ) จำกัด บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด และบริษัท S.O.R. GROUP เป็นต้น เข้าร่วมงานและสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้

ที่มา :เว็บไซต์ www.m-society.go.th (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

กฎหมายอุ้มบุญ

กฎหมายอุ้มบุญ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 กฎหมายใหม่สำหรับคนที่อยากมีลูกควรทราบ

เด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภรรยา มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยครอบครัวและมรดก กฎหมายฉบับนี้มีประเด็นสำคัญ อาทิ กำหนดข้อห้าม ดังนี้ ห้ามสามีและภรรยาที่ทำอุ้มบุญปฏิเสธรับเด็กเป็นบุตร ห้ามรับตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ห้ามเป็นนายหน้าจัดการหรือชี้ช่องให้มีการรับตั้งครรภ์แทน ห้ามโฆษณาว่ามีหญิงรับตั้งครรภ์แทน และห้ามซื้อ เสนอซื้อ หรือขาย หรือนำเข้าหรือส่งออก อสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน โดยสถานประกอบการ แพทย์ คู่สามีภรรยา ผู้รับตั้งครรภ์ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากกระทำผิดจะมีโทษทั้งจำและปรับ

สำหรับคู่สามีภรรยาที่ต้องการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ ต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย กรณีเป็นคนไทยที่สมรสกับต่างชาติจะต้องจดทะเบียนสมรสไม่น้อยกว่า 3 ปี จะต้องผ่านการตรวจประเมินโดยแพทย์ที่มีคุณสมบัติตามแพทย์สภากำหนด และแพทย์ผู้ให้บริการจะต้องยื่นขออนุญาตที่สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กคทพ. ส่วนหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนจะต้องมีสัญชาติไทย ไม่ใช่พ่อแม่หรือลูก แต่จะต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกันของสามีหรือภรรยาผู้ที่ต้องการมีบุตร และเคยมีบุตรมาก่อน จะต้องได้รับความยินยอมจากสามีด้วย กรณีที่คู่สมรสทั้งคู่เป็นลูกคนเดียว ให้เป็นไปตามประกาศ สธ.

ส่วนการตั้งครรภ์แทนนี้จะใช้ 2 วิธีเท่านั้นคือ วิธีที่ 1 ใช้ตัวอ่อนที่ได้จากการผสมอสุจิของสามีและไข่ของภรรยาคู่สมรส แล้วนำไปฝังในมดลูกของผู้รับตั้งครรภ์แทน วิธีที่ 2 ใช้ตัวอ่อนที่ได้จากอสุจิของสามีหรือไข่ของภรรยาที่ผสมกับไข่หรืออสุจิของผู้บริจาคอื่น ไม่ใช่ไข่ของหญิงที่รับตั้งครรภ์ จากนั้นจะดูแลตามระบบ คือ การฝากครรภ์ ฉีดวัคซีน จนกระทั่งคลอด ซึ่งสามารถฝากครรภ์และคลอดได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง แต่ต้องนำเอกสารข้อตกลงไปด้วย เพื่อเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการเกิดและการแจ้งการเกิดเด็กตามกฎหมาย โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะทำหนังสือแจ้งไปยังโรงพยาบาลทุกแห่งต่อไป

สำหรับโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ เช่น กรณีเป็นแพทย์ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแพทยสภา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำเชิงการค้า รับจ้างอุ้มบุญ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท กรณีเป็นนายหน้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีขายอสุจิหรือไข่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่มีการดำเนินการอุ้มบุญมาก่อนกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ให้สามารถยื่นรับรองบุตรได้เลย

13103458_1035963493146289_4520923570112383860_n