ข้อมูลคนพิการจังหวัดสตูล

“คนพิการ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่าง ๆ และมีความจำเป็นเป็นพิเศษที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใดเพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไปทั้งนี้ ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศกำหนด
(ความหมายตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการพ.ศ. 2550 มาตรา 4)

สถิติคนพิการจังหวัดสตูล  จำนวนรวม  7,812 คน
แยกประเภทความพิการ
1. ทางการมองเห็น                                            522  คน
2. ทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย                    1,539  คน
3. ทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย                 3,775  คน
4. ทางจิตใจหรือพฤติกรรม                                  465  คน
5. ทางสติปัญญา                                               951  คน
6. ทางการเรียนรู้                                                 55  คน
7. ทางออทิสติก                                                 21  คน
8. พิการซ้ำซ้อน                                               484  คน

ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. พ.ศ.2560
ที่มา : สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสตูล

รายงานการกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพของผู้พิการ
– ลูกหนี้ที่ปิดบัญชีแล้ว    จำนวน 332 ราย
– ลูกหนี้คงเหลือ               จำนวน 779 ราย
ข้อมูลลูกหนี้คงเหลือ จำนวน 779 ราย แยกประเภท ดังนี้
– ลูกหนี้ที่ครบระยะเวลาตามสัญญา  จำนวน 181 ราย
– ลูกหนี้อยู่ระหว่างสัญญา  จำนวน 555 ราย
– ลูกหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำนวน 43 ราย
การดำเนินการแก่ลูกหนี้ค้างชำระ
– ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านลูกหนี้  จำนวน – ราย
– ติดตามทวงถามการชำระทางโทรศัพท์  จำนวน – ราย
– ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม  จำนวน 11 ราย
ผลการดำเนินงานติดตามหนี้แก่ลูกหนี้ที่ค้างชำระ
– ลูกหนี้เข้ามาติดต่อขอชำระหนี้คืน
ณ สำนักงาน  จำนวน 89 ราย
ปิดบัญชี  จำนวน – ราย
เคาร์เตอร์เซอร์วิส  จำนวน 192 ราย
ธนาคารกรุงไทย จำนวน 6 ราย
รวม 287 ราย
*ข้อมูล ณ วันที่ 28 เม.ย. 60
รายงานโดย นายศักดิ์กรินทร์ มรรคาเขต ตำแหน่ง นิติกร สนง.พมจ.สตูล

ข่าวสารข้อมูลคนพิการ สนง.พมจ.สตูล
คลิกภาพเพื่อขยาย
14958180_10202431186096577_1565448239_o 14963678_10202431186136578_1201773158_o

การวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการ 

1.การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการทางการเห็น
คำนิยามตามประกาศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ความพิการทางการเห็น ครอบคลุม 2 ลักษณะ ดังนี้

  1. คนตาบอด หมายถึง คนที่มีสายตาข้างที่ดีกว่า เมื่อได้รับการตรวจแก้ไขด้วยแว่นตาแล้ว (Best corrected distance visual acuity) สามารถเห็นได้น้อยกว่า 3 ส่วน 60 เมตร (3/60) หรือ 20 ส่วน 400 ฟุต (20/400) จนถึงมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง หรือมีลานตาแคบกว่า 10 องศา
  2. คนตาเห็นถึงเลือนราง หมายถึง คนที่มีสายตาข้างที่ดีกว่า เมื่อได้รับการตรวจแก้ไขด้วยแว่นตาแล้ว (Best corrected distance visual acuity) สามารถเห็นได้ตั้งแต่ 3 ส่วน 60 เมตร (3/60) หรือ 20 ส่วน 400 ฟุต (20/400) ไปจนถึงน้อยกว่า 6 ส่วน 18 เมตร (6/18) หรือ 20 ส่วน 70 ฟุต (20/70) หรือ มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา ลงไปจนถึง 10 องศา

หลักเกณฑ์การวินิจฉัยความพิการทางการเห็น ได้แก่

  1. คนพิการทางการเห็น ครอบคลุม คนตาเห็นเลือนรางและคนตาบอด ได้แก่

– คนที่มีสายตาข้างที่ดีกว่าเมื่อได้รับการตรวจแก้ไขด้วยแว่นตาแล้วมองเห็นน้อยกว่า 6/18 หรือ 20/70 ลงไป จนถึงมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง หรือ

– คนที่มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา

  1. ต้องสิ้นสุดการรักษาพยาบาลตามปกติ และได้รับการตรวจแก้ไขด้วยแว่นตา (Refraction) แล้ว แต่ความผิดปกติหรือความบกพร่องดังกล่าวยังคงมีอยู่ คนพิการตามกฎหมายประเภทนี้ จึงหมายถึง คนที่มีความผิดปกติทางการเห็นภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้

– เมื่อการอักเสบได้รับการรักษาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน

– หลังการผ่าตัดเป็นเวลาน้อยกว่า 6 เดือน

– ในรายที่มีความผิดปกติของ Extraocular muscle, Traumatic cataract, Traumatic vitreous haemorrhage ให้ลงความเห็นหลังได้รับอันตรายต่อตาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน

คนพิการทางการมองเห็นตามกฎหมาย ไม่ครอบคลุมบุคคลต่อไปนี้

1.มีตาพิการหรือตาบอดเพียง 1 ข้าง

2.มีตาบอดสี

3.มีตาเข ตาเหล่


2.การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย

คำนิยาม ตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ความผิดปกติหรือความบกพร่องทางการได้ยิน ครอบคลุม 2 ลักษณะ ดังนี้

  1. หูหนวก หมายถึง การที่บุคคลมีความบกพร่องในการได้ยิน เมื่อตรวจการได้ยินผ่านทางอากาศ โดยใช้ความถี่ที่ 500,1000,2000, และ 4000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า จะสูญเสียการได้ยินเฉลี่ยที่ความดังของเสียง 81 เดซิเบลขึ้นไป
  2. หูตึง หมายถึง การที่บุคคลมีความบกพร่องในการได้ยิน เมื่อตรวจวัดการได้ยินผ่านทางอากาศ โดยใช้ความถี่ที่ 500,1000,2000, และ 4000 เฮิรตซ์ หูข้างที่ได้ยินดีกว่า จะสูญเสียการได้ยินเฉลี่ยที่ความดังของเสียง 41 เดซิเบล จนถึง 80 เดซิเบล

หลักเกณฑ์การวินิจฉัยความบกพร่องทางการได้ยิน

คนพิการทางการได้ยิน ได้แก่ คนที่ได้ยินเสียงความถี่ 500,1000,2000, และ 4000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ดีกว่าที่ความดังเฉลี่ย ตั้งแต่ 41 เดซิเบลขึ้นไป จนไม่ได้ยินเสียง

ความผิดปกติหรือความพิการประเภทนี้ ครอบคลุม 2 ลักษณะ คือ

  1. หูหนวก
  2. หูตึง

ข้อพิจารณา คือ

  1. การได้ยินเสียง
  2. การเข้าใจภาษาพูด

คนพิการทางการได้ยินตามกฎหมาย ไม่ครอบคลุมบุคคลต่อไปนี้

  1. หูตึง 1 ข้าง
  2. หูหนวก 1 ข้าง
  3. การสูญเสียการได้ยินที่อยู่ระหว่างการรักษา หรือยังไม่สิ้นสุดการรักษา


3.การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย

คำนิยามตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

  1. ความพิการทางการเคลื่อนไหว หมายถึง การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความบกพร่อง หรือการสูญเสียความสามารถของอวัยวะในการเคลื่อนไหว ได้แก่ เท้า ขา อาจมาจากสาเหตุ อัมพาต แขนขาอ่อนแรง แขนขาขาด หรือภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังจนมีผลกระทบต่อการทำงาน มือ เท้า แขน ขา
  2. ความพิการทางร่างกาย หมายถึง การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความบกพร่องหรือความผิดปกติของศีรษะ ใบหน้า ลำตัวและภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน

หลักเกณฑ์การวินิจฉัยความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว ครอบคลุม ดังต่อไปนี้

  1. แขนหรือขาอ่อนแรง หรือมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุทางสมอง อุบัติเหตุไขสันหลัง มะเร็ง โรคติดเชื้อที่สมองหรือไขสันหลัง ภาวะผิดปกติทางสมองหรือไขสันหลังตั้งแต่กำเนิด
  2. แขนขาขาดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เบาหวาน อุบัติเหตุ มะเร็ง แขนขาขาดหายตั้งแต่กำเนิด
  3. โรคข้อ หรือกลุ่มอาการปวด เช่น รูมาตอยด์ ข้อเข่าเสื่อม
  4. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เหนื่อยง่าย จนมีผลกระทบต่อการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น โรคหัวใจ โรคไตวาย โรคปอด

หลักเกณฑ์การวินิจฉัยความบกพร่องทางร่างกาย ครอบคลุมลักษณะ ดังต่อไปนี้

ภาพลักษณ์ภายนอกร่างกายที่เห็นชัดเจน จนมีผลกระทบต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เช่น

  1. คนแคระ รูปร่างเตี้ยเล็ก ลำตัวและความยาว แขนขาไม่ได้สัดส่วน (Disprotional Achondroplasia) รูปร่างอ้วนกลม เนื่องจากมีไขมันสะสมบริเวณลำตัวมาก น้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าเป็นเด็กชายมักมีอวัยวะเพศเล็กไม่สมวัย การขาดโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ไม่มีผลกระทบต่อระดับสติปัญญาของเด็ก (แต่มักมีปัญหาด้านจิตใจ) เรียกภาวะนี้ว่า การเตี้ยแคระ หรือ Achondroplasia (กรณีนี้ต้องมีการตรวจประเมินว่า ไม่สามารถทำการรักษาได้แล้ว หรือภายหลังสิ้นสุดการรักษา)
  2. หลังคด หรือผิดรูปอย่างรุนแรงที่เห็นเด่นชัด เมื่อดูด้วยตาเปล่า มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ภายนอกอย่างรุนแรง (กรณีนี้ต้องมีการตรวจประเมินว่าไม่สามารถจะทำการรักษาโดยการผ่าตัดได้แล้ว หรือภายหลังสิ้นสุดการรักษาหรือผ่าตัดแล้วยังมีหลังคดมาก หรือผู้ป่วยไม่ยินยอมผ่าตัด)
  3. ใบหน้า หรือศีรษะที่ผิดรูป เช่น

– หู ตา จมูก ปาก ที่ผิดรูป ผิดตำแหน่ง ผิดขนาด อาจจากสาเหตุอุบัติเหตุไฟไหม้ หรือโดนสารเคมี เช่น น้ำกรด

– ปากแหว่งเพดานโหว่รุนแรง แม้ผ่าตัดแก้ไขความพิการแล้วก็ยังไม่ปกติ

– ไม่มีใบหู แม้เพียงข้างเดียว

  1. โรคผิวหนังที่เห็นเด่นชัดและรักษาไม่หาย และมีรอยโรคให้เห็นได้ตลอดเวลา เช่น โรคท้าวแสนปม (Neurofibromatosis) เด็กดักแด้ (Lamellar Ichthyosis) คนเผือก (Albanism) ที่รุนแรง ด่างขาวที่เป็นบนใบหน้าที่เป็นเกินร้อยละ 50 ของใบหน้า

ที่มา : คู่มือการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการ ตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 โดย กระทรวงสาธารณสุข, สถาบันสิรินธรเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ , กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

4. การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม

ความหมายและคำนิยาม ตามระบุในประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ความพิการทางจิตใจหรือพฤติ หมายถึง การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องหรือผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์ หรือความคิด

ความพิการประเภทนี้ จึงหมายถึง กลุ่มโรคทางจิตเวชตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยในระบบ ICD-10 (The International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems 10th Revision) ทั้งนี้โรคจิตเวชนั้นต้องไม่ใช่อาการระยะเฉียบพลันในระบบ ICD-10

ในกรณีของโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) ซึ่งถือเป็นความบกพร่องในการทำงานของสมอง จนส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรม และการมีสมาธิ แต่เนื่องจากไม่รุนแรงจนส่งผลให้มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม จึงยังไม่จัดเป็นคนพิการ

5. การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการทางสติปัญญา

นิยามภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability)

หมายถึง ภาวะที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาส่งผลให้บุคคลมีข้อจำกัดในการเรียนการทำงาน และการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลจากการมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ หรือมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าบุคคลทั่วไป โดยคยวามคิดปกตินั้นแสดงในช่วงที่สมองมีการพัฒนา (Developmental period) และไม่ดีขึ้นจากการได้รับการฝึกฝน และ/หรือกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมอย่างน้อย 6 เดือน

คำจำกัดความของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา

ตาม Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorder,Fifth Edition, (DSM-5) โดย American Psychiatric Association (APA) ในปี พ.ศ.2556 ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง ภาวะที่มี

  1. ความบกพร่องในความสามารถทางเชาวน์ปัญญาได้แก่ การใช้เหตุผล การแก้ไขปัญหา การวางแผน การคิดเชิงนามธรรม การเรียนรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้จากประสบการณ์ การตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการปรับตนจากการประเมินทางคลินิกและ/การทดสอบระดับเชาวน์ปัญญา เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานเฉลี่ยของคนปกติ คือต่ำกว่า 70
  2. พฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง ตั้งแต่ 1 ด้านขึ้นไป ใน 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านความคิดรวบยอด (Conceptual skills) ทักษะด้านสังคม (Social skills) หรือทักษะด้านการปฏิบัติ (Practical skills) ซึ่งต้องการการสนับสนุนที่บ้านโรงเรียนที่ทำงานหรือในการพักผ่อนหย่อนใจ
  3. แสดงออกในช่วงที่สมองมีการพัฒนา (Developmental period)

ความสามารถทางเชาวน์ปัญญา ได้แก่ การใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การวางแผน การคิดเชิงนามธรรม การตัดสินใจ การเรียนรู้ทางวิชาการ และการเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งยืนยันโดยการประเมินทางคลินิกและการทดสอบระดับเชาวน์ปัญญามาตรฐานเฉพาะบุคคล และหมายถึงระดับเชาวน์ปัญญาที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ (ต่ำกว่า 70 ) หรือต่ำกว่า 2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation : SD) โดยทั่วไประดับเชาวน์ปัญญาของคนปกติมีค่าอยู่ระหว่าง 90-109 ค่าเฉลี่ยคือ 100 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 15

พฤติกรรมการปรับตน หมายถึง การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นความสามารถของบุคคลนั้นที่จะสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองในสังคม โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้

  1. ด้านความคิดรวบยอด (Conceptual domain) ได้แก่ ทักษะด้านภาษา การอ่าน เขียน คณิตศาสตร์ (Skills in language, reading, writing, math) การใช้เหตุผล (Reasoning) ความรู้ (Knowledge) และความจำ (Memory)
  2. ด้านสังคม (Social domain) ได้แก่ การเข้าใจผู้อื่น (empathy) ทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น (Interpersonal communication skills) สัมพันธภาพกับผู้อื่น (Friendships abilities) การตัดสินใจทางสังคม (Social judgment) และการควบคุมตนเอง (Self-regulation)
  3. ด้านการปฏิบัติ (Practical domain) ได้แก่ การดูแลตนเอง (Personal-care) ความรับผิดชอบด้านการงาน (Job responsibilities) การจัดการด้านการเงิน (Money management) การพักผ่อนหย่อนใจ (Recreation) การจัดการด้านการเรียนและการงาน (Organizing school and work tasks)

ตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยนี้ หากมีกรณีที่อาการไม่แสดงออกให้เห็นเด่นชัดตามเกณฑ์วินิจฉัยไม่แน่ใจใน การวินิจฉัยโรคหรือแพทย์ที่ตรวจประเมินไม่มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาบุคคลที่มีภาวะพร่อง ทางสติปัญญามาก่อน ควรส่งต่อกุมารแพทย์ หรือกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อการตรวจประเมินวินิจฉัยต่อไป

หมายเหตุ DSM-5 มีการเปลี่ยนแปลงจาก DSM-4 ดังนี้

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือ

  1. มีการเปลี่ยนแปลงชื่อจากภาวะปัญญาอ่อน (Mental Retardation) เป็นภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability/Intellectual Developmental Disorder)
  2. จัดแบ่งพฤติกรรมการปรับตน เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านความคิดรวบยอด (Conceptual skills) ทักษะด้านสังคม (social skills) หรือทักษะด้านการปฏิบัติตน (practical skills)
  3. การวินิจฉัยให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการปรับตนมากกว่าระดับเชาวน์ปัญญา (IQ)
  4. การแบ่งระดับความรุนแรงอิงตามพฤติกรรมการปรับตัว หรือระดับเชาว์ปัญญาโดยยึดอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดีกว่าเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงบริการของเด็กอย่างเหมาะสม
  5. อาการเกิดขึ้นในระยะที่สมองเด็กกำลังพัฒนา (developmental period) จากเดิมที่ระบุไว้ว่าก่อนอายุ 18 ปี

พัฒนาการล่าช้า (Developmental delay) หรือความบกพร่องทางพัฒนาการ คือ เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ที่มีพัฒนาการข้ายังไม่สามารถสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์ จึงยังไม่เหมาะสมกับการวัดระดับเชาว์ปัญญาโดยเครื่องมือประเมินพัฒนาการจะใช้เฉพาะในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี การวินิจฉัยภาวะดังกล่าวในเด็กเล็ก ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการ (developmental specialist) หรือกุมารแพทย์หรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้มีประสบการณ์ในการประเมินโดยใช้แบบประเมินพัฒนาการมาตรฐาน

ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual delay) คือ เด็กอายุมากกว่า 6 ขวบที่สามารถสื่อสารได้และประเมินระดับสติปัญญาโดยการวัดไอคิวด้วยแบบทดสอบมาตรฐาน โดยอาศัยนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญ ที่มีทักษะและประสบการณ์ หากอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีบุคลากรดังกล่าว สามารถคำนวณเป็นค่า DQ โดยแบบประเมินพัฒนาการมาตรฐาน

สิทธิประโยชน์ของบัตรประจำตัวคนพิการ
1
2

ข้อมูลโครงการ จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ
– มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและทุกคนเข้าถึงใช้ประโยชน์ได้ จำนวน 4 แห่ง
– มี ทางลาด ที่จอดรถคนพิการ บริการข้อมูลข่าวสาร ห้องน้ำคนพิการ ป้ายและสัญลักษณ์ อื่น ๆ
– เป้าหมายการดำเนินการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและทุกคนเข้าถึงใช้ประโยชน์ได้ จำนวน 40 แห่ง ทุกอปท.

มีผู้ช่วยคนพิการที่ปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 3 คน (จังหวัด/อำเภอ/ตำบล)
– ตำบลพิมาน  1  คน
– ตำบลบ้านควน  1  คน
– ตำบลปากน้ำ  1  คน

จังหวัดสตูลมีผู้ช่วยคนพิการที่ผ่านการอบรมและจดแจ้งเป็นผู้ช่วยคนพิการ จำนวน 5 คน แต่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ 3 คน คือ
1. นางโศรายา  ธีรรัตนศิริกุล ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้พิการสองราย พิการทางสติปัญญา และพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย
2. นางปิ่นอนงค์  สาเล๊ะ  ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้พิการสองราย พิการทางการเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย
3. นางฮิจยาระ  บากา  ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้พิการทางการเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย หนึ่งราย 

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการยื่นทำบัตรประจำตัวคนพิการ…
1. บัตรประจำตัวประชาชนคนพิการ  จำนวน  1 ฉบับ
2. สำเนาทะเบียนบ้านคนพิการ จำนวน 1 ฉบับ
3. บัตรประจำตัวประชาชนผู้ดูแล จำนวน 1 ฉบับ
4. สำเนาทะเบียนบ้านผู้ดูแล จำนวน 1 ฉบับ
5. รูปถ่าย 1 นิ้ว ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 2 รูป
6. เอกสารรับรองความพิการโดยประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลเอกชนที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนด เว้นแต่กรณีสภาพความพิการ
อะไร คือ พิการโดยประจักษ์…
      พิการโดยประจักษ์ คือ สภาพความพิการที่สามารถ ขอมีบัตรประจำตัวคนพิการได้ โดยไม่ต้องมีใบรับรองความพิการ ได้แก่ คนตาบอดไม่มีลูกตาทั้งสองข้าง คนหูหนวกไม่มีรูทั้งสองข้าง คนพิการทางร่างกายที่แขนขาดตั้งแต่ข้อมือขึ้นไป หรือขาขาดตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นไป
บัตรประจำตัวคนพิการ ทำที่ไหนได้บ้าง?
      กรุงเทพมหานคร ติดต่อที่ ศูนย์คุ้มครองสวัสดิภาพชุมชน (หน่วยให้บริการร่วมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)และหน่วยงานเครือข่ายที่รับจัดบริการให้อย่างเต็มใจ..ฝ่ายสังคมสงเคราะห์  โรงพยาบาลศิริราช  โรงพยาบาลรามาธิบดี  งานสิทธิประโยชน์ สถาบันราชานุกูล สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
ต่างจังหวัด ติดต่อที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) อยู่ที่ศาลากลางจังหวัด หรือที่ อบต./เทศบาล
สิทธิประโยชน์คนพิการควรได้รับ
      คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการแล้วสามารถยื่นคำขอใช้สิทธิประโยชน์สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยจากรัฐตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 หรือ ตามกฎหมายอื่นกำหนด ได้แก่
1. การฟื้นฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการทางการแพทย์
ในเรื่องการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลค่าอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ และสื่อส่งเสริมพัฒนาการเพื่อปรับสภาพทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้หรือเสริมสร้างสมรรถภาพให้ดีขึ้น
คนพิการที่มีบัตรทองผู้พิการ (ท.74) สามารถเข้าถึงและใช้บริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกแห่งโดยไม่ต้องมีใบส่งต่อ
2. การคุ้มครองสิทธิคนพิการทางการศึกษา
ในเรื่อง การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติหรือแผนการศึกษาแห่งชาติตามความเหมาะสมในสถานศึกษาเฉพาะ หรือการศึกษานอกระบบ โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา สำหรับคนพิการให้การสนับสนุนตามความจำเป็นและเหมาะสมอย่างทั่วถึง
3. การส่งเสริมอาชีพและคุ้มครองการมีงานทำของคนพิการ
ในเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ การให้บริการที่มีมาตรฐาน การคุ้มครองแรงงานมาตรการเพื่อการมีงานทำตลอดจนได้รับการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ บริการสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีหรือความช่วยเหลืออื่นใด เพื่อการทำงานและประกอบอาชีพของคนพิการตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
และการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการหน่วยงานของรัฐ หรือสถานศึกษาเอกชน
4. การคุ้มครองสิทธิคนพิการทางสังคมและสวัสดิการ
เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิคนพิการทางสังคมและสวัสดิการเป็นไปอย่างทั่วถึง เช่น ให้บริเวณล่ามภาษามือ การช่วยเหลือทางกฎหมาย การจัดให้มีผู้ช่วยคนพิการ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้แก่คนพิการ การช่วยเหลือคนพิการที่ไม่มีผู้ดูแลคนพิการ และการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ
5. การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก
ให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิคนพิการมิให้สภาพแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามามีส่วนร่วมทางสังคมสำหรับคนพิการ
6. บริการให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพ
คนพิการที่บรรลุนิติภาวะ (อายุ 20 ปีบริบูรณ์) และผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมาย สามารถกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รายละไม่เกิน 5 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย
7. การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ
ให้บริการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มความสะดวกในการดำรงชีวิตและปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันในที่อยู่อาศัยของคนพิการเอง เช่นการปรับปรุงห้องน้ำ โดยการประยุกต์ใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นที่คนพิการอาศัยอยู่เป็นหลัก ในอัตราเหมาจ่ายรายละไม่เกิน 20,000 บาทตามที่กฎหมายกำหนด
8. การจัดบริการล่ามภาษามือ
9. การสนับสนุนผู้ช่วยคนพิการ
10. การลดหย่อนค่าโดยสารขนส่งสาธารณะสำหรับคนพิการ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ศูนย์บริการคนพิการ
โทรศัพท์ 074 711375 แฟกซ์ 074 711375 ต่อ 20
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสตูล
และหน่วยงานให้บริการคนพิการในพื้นที่